ข้อมูลตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในสหราชอาณาจักร
1.
การจำแนกประเภทสินค้า
ในสหราชอาณาจักร
คำจำกัดความของ Jewellery แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
Real Jewellery และ Fashion
Jewellery
1.1 Real
Jewellery หรือ เครื่องประดับแท้
หมายถึงเครื่องประดับที่ทำจากโลหะมีค่า
คือ ทองคำ เงิน Platinum และโดยที่ตัวโลหะทั้ง 3 ชนิด
มีความอ่อนจึงจำเป็นต้องผสมกับโลหะอื่น คือ นิเกล
เพื่อเพิ่มความแข็ง ซึ่งปริมาณนิเกลผสมยิ่งมีมากเท่าใด
ราคาของเครื่องประดับชิ้นนั้นๆก็จะถูกลง
The Hallmarking
Act กำหนดมาตรฐานความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าไว้
ดังนี้
- ทองคำ :
แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ 9 การัต(มีส่วนผสมทองคำบริสุทธิ์
37.5%)
14 การัต (58.5%)
18 การัต (75%)
22 การัต (91.6%)
และมีการกำหนดเครื่องประดับที่ใช้ทองคำบริสุทธิ์ 99%
และ 99.9% เพิ่มเติมด้วย
- เงิน : Lower fineness (มีส่วนผสมเงินบริสุทธิ์
80%)
- Platinum
: กำหนดมาตรฐาน(ส่วนผสมทองคำขาวบริสุทธิ์) ไว้ที่ 85% 90% 95%
1.2 Fashion
Jewellery หรือเครื่องประดับแฟชั่น/เครื่องประดับเทียม
หมายถึงเครื่องประดับที่ทำจากโลหะที่ไม่ใช่โลหะมีค่า โดยอาจจะชุบด้วยทองคำหรือเงิน
อาจเสริมด้วยพลอยซึ่งมีทั้งพลอยจริงและพลอยเทียม นอกจากนี้
ยังครอบคลุมเครื่องประดับที่ทำจากไม้ ผ้า หนังสัตว์
ที่ได้รับการออกแบบให้ใส่เป็นเครื่องประดับ
2. ข้อมูลด้านการตลาด
และพฤติกรรมของผู้บริโภค
2.1 พฤติกรรมผู้บริโภค
รายงานในนิตยสาร
Attire Accessories ซึ่งเป็นหนึ่งในนิตยสารชั้นนำด้านเครื่องประดับในสหราชอาณาจักร ระบุว่า ในปี 2550 ผู้บริโภคยังคงมีการใช้จ่ายในการซื้อเครื่องประดับอยู่ในระดับสูง
โดยสำหรับผู้หญิง เครื่องประดับ ได้แก่ ต้มหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ
ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งตัวที่เสริม look ให้ครบถ้วน ทั้งนี้ look เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าความแท้/เทียมของเครื่องประดับ
ผู้บริโภคจะใช้ pick and mix approach กล่าวคือ อาจใช้สร้อยคอที่เป็นของแท้ ร่วมกับแหวน
หรือกำไลข้อมือที่เป็นของเทียม หากของเทียมมีแบบที่เป็นแฟชั่นและถูกใจ
การซื้อเครื่องประดับเพื่อใช้ส่วนตัวของผู้ซื้อเอง
โดยเฉพาะผู้หญิง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตแบบอิสระ
การแต่งงานช้า และการมีครอบครัวโดยไม่มีบุตร
ทำให้ประชากรมีรายได้สำหรับใช้สอยเพื่อความสุขความพึงพอใจส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสตรีในวัยทำงานประเภท Young
Professional นับเป็นกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด และนอกจากจะซื้อให้ตนเองแล้ว
ผู้หญิงยังชอบซื้อเครื่องประดับเพื่อมอบเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ เช่น วันคริสต์มาส
วันแม่ และวัน Valentines
อย่างไรก็ดี
ปัจจัยสำคัญต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคในภาพรวม คือ ภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสำหรับปี 2551
นี้ จากการคาดการณ์ทั้งของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอังกฤษ เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรในปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวที่ลดลง
ภาระหนี้สินของผู้บริโภคจะเพิ่มมากขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจากการที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจและบุคคลธรรมดา
ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเงินในตลาด นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น
ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคลดรายจ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็นลง เช่น
เครื่องประดับที่จัดเป็น luxury goods เนื่องจากความตึงตัวของรายได้
2.2 ตลาด และแนวโน้ม
สำหรับยอดขายโดยรวม
ทองคำยังคงมีสัดส่วนสูงสุดของยอดขายเครื่องประดับใน
สหราชอาณาจักร โดยเครื่องประดับทองคำส่วนใหญ่เป็นทอง
9 การัต
อย่างไรก็ดี เครื่องประดับทอง 18 การัตมีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
โดยใช้ร่วมกับนวัตกรรมด้านการออกแบบที่เน้นตลาดบน
โดยผู้บริโภคจะเน้นชิ้นงานที่มีความหนักขึ้น มีแบบที่ทันสมัย นอกจากนี้
เครื่องประดับประเภท yellow gold กลับมาได้รับความนิยมใหม่ รวมทั้ง rose gold จากเดิมที่เน้น white gold ในช่วงปีที่ผ่านๆมา
เครื่องประดับที่มาแรง
คือ เครื่องประดับแฟชั่น โดยในปัจจุบัน ผู้บริโภคจะเลือกซื้อเครื่องประดับแฟชั่นโดยตัวของมันเอง
ไม่ใช่เพื่อทดแทนเครื่องประดับแท้ เนื่องจากการเข้าสู่ตลาดของ designers ชั้นนำที่ได้จัดทำ version ราคาถูกกว่าสำหรับตลาด mass market โดยจำหน่ายปลีกในห้างสรรพสินค้าและร้านขายเสื้อผ้า ทำให้ผู้บริโภคที่แต่เดิมไม่สามารถ
afford เครื่องประดับของนักออกแบบชื่อดังที่มีราคาแพง
สามารถตามแฟชั่นได้
นอกจากนี้ เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับที่ออกแบบโดยการผสมโลหะชนิดต่างๆ
รวมทั้งเครื่องประดับสำหรับผู้ชาย และเด็กก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยร้านค้าปลีกบางรายได้นำระบบการขายแบบ
two-tier pricing มาใช้ คือ ขายเครื่องประดับแบบเดียวกันในราคาต่างกัน
เช่น หากเป็นทองฝังเพชร ขายราคาแพง แต่เป็นเงินจะขายราคาถูกกว่าสำหรับตลาดผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่น
ส่วนตลาดเครื่องประดับสำหรับเด็กนั้น ก็มีการขยายตัวด้วยเช่นกัน
ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย โดยสำหรับเด็กผู้หญิง จากเดิมที่เน้นเพียงสร้อยข้อมือเป็นหลัก
ได้ขยายไปสู่
2.3 แนวโน้มรูปแบบผลิตภัณฑ์
สำหรับปี 2551 แนวโน้มรูปแบบผลิตภัณฑ์ จะเป็นเงิน
(silver)
ร่วมกับเครื่องประดับชุบทอง และทองอมชมพู สำหรับสร้อยคอ
จะเป็นสร้อยคอความยาวไม่ต่ำกว่า 80 เซนติเมตร และสร้อยคอเงินเรียบๆแบบสมัยใหม่ก็กลับมาเป็นที่นิยมเช่นกัน
นอกจากนั้น คาดว่า แนวโน้มจะเป็นเครื่องประดับที่มีขนาดเล็กลงเล็กน้อย
ซึ่งมีการออกแบบที่ละเอียดประณีตมากขึ้น (slightly
smaller, more delicate and refined designs) สีที่ผู้บริโภคนิยม
ส่วนใหญ่จะขึ้นกับสีเสื้อผ้าตามแฟชั่นเพื่อให้เข้าชุด
โดยสีที่เป็นที่นิยมในช่วงนี้ คือ สีดำ น้ำเงิน ชมพูฝุ่น แดงเข้ม เทา และน้ำตาล
ทั้งนี้ สี classics ที่ขายได้ตลอด คือ สีขาว ดำ
และสีชมพูอ่อน ซึ่งไม่ตามแฟชั่น
3. การผลิตในประเทศ
สหราชอาณาจักรเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิ
jewellery (สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งไข่มุก เพชร
โลหะมีค่าและกึ่งมีค่า) ในปี 2549 สหราชอาณาจักรขาดดุลการค้าในสินค้าตัวนี้รวม
14,958.52 ล้านเหรียญสหรัฐ
บริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบค้าปลีก
มีตั้งแต่กลุ่มระดับล่างที่มียอดขายต่อปีประมาณ 7 แสนปอนด์
ดำเนินกิจการภายในประเทศ จนถึงกลุ่มระดับบนที่มียอดขายปีละกว่า 8 ล้านปอนด์
ดำเนินกิจการแบบห่วงโซ่ธุรกิจ บริษัทส่วนใหญ่ที่ขายเครื่องประดับแท้จะเป็น
suppliers ในขณะที่ บริษัทที่ขายเครื่องประดับเทียมส่วนใหญ่จะเป็น distributors ทั้งนี้ บริษัทที่เป็นผู้ผลิตส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจค่อนข้างเล็ก ผู้ผลิตรายใหญ่ได้มีการย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศเพื่อลดต้นทุน
4. กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ได้แก่
The Hallmarking Act 1973 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้มีการทำ hallmarking ซึ่งหมายถึง
การทดสอบและการประทับตราเครื่องประดับโลหะมีค่าว่า มีความสอดคล้องกับมาตรฐานความบริสุทธิ์
(purity)
ตามที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ประกอบการที่ขายเครื่องประดับโลหะมีค่า
ที่ไม่มีตราประทับดังกล่าว จะถือเป็นความผิด ทั้งนี้
การทดสอบจะกระทำในสหราชอาณาจักร โดยหน่วยงานอิสระ คือ Assay Offices ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ลอนดอน Birmingham;
Sheffield และ Edinburgh นอกจากนี้ กฎหมายได้กำหนดให้มีการจัดตั้ง
British Hallmarking Council (BHC) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่
Secretary of State ในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการ
hallmarking และให้แนวทางแก่ Assay Offices เกี่ยวกับมาตรฐาน วิธีปฏิบัติ
และกระบวนการในการทดสอบและประทับตรา ต่อมาได้มีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายของสหภาพยุโรป
โดยกฎหมายฉบับใหม่เริ่มมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่
1 มกราคม
2542 และล่าสุด
ได้มีการโอนอำนาจหน้าที่ของ BHC ให้กับ National Weights & Measures
Laboratory (NWML) ตั้งแต่วันที่
1 มกราคม 2007 ทั้งนี้ สหราชอาณาจักร ในฐานะสมาชิก Convention on the
Control and Marking of Articles of Precious Metals (Hallmarking Convention) ให้การยอมรับ Convention Common
Control Mark (CCM) ซึ่งหมายความว่า
เครื่องประดับที่ได้รับตรา CCM สามารถนำเข้าและขายในสหราชอาณาจักรโดยไม่ต้องขอ UK hallmarking เพิ่มเติม
สำหรับในด้านภาษีนั้น
ประกอบด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บจากสินค้าที่จำหน่ายในประเทศในอัตราร้อยละ 17.5 ส่วนภาษีนำเข้ากำหนดยกเว้นการจัดเก็บสำหรับวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ
เช่น อัญมณี เพชร และโลหะมีค่าต่างๆ
โดยจัดเก็บภาษีขาเข้าในอัตราทั่วไปสำหรับสินค้าอัญมณีเครื่องประดับแท้ในอัตราร้อยละ
2.5-4
และเครื่องประดับเทียมในอัตราร้อยละ 4
โดยยกเว้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกอียูและประเทศที่มีข้อตกลงกับอียู
รวมทั้งประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษ GSP ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ถูกยกเลิกสิทธิพิเศษ GSP และต้องเสียภาษีขาเข้าในอัตราทั่วไป
5. การนำเข้าและส่งออก
5.1 การนำเข้าจากทั่วโลก
การนำเข้าในปี
2549 มีมูลค่ารวม 33,723.3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้านำเข้าสำคัญตามมูลค่า คือ
- ทองคำ (gold)(รหัส 7108) อยู่ในอันดับหนึ่ง
- เพชร (diamonds)(รหัส 7102)
- เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณและส่วนประกอบทำด้วยโลหะมีค่า หรือ
โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า (articles
of jewellery and part thereof) (รหัส 7113)
- เงิน (silver) (รหัส 7106)
- เศษทำด้วยโลหะมีค่าหรือ โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า (waste and
scrap of precious
metal or of metal clad with precious metal) (รหัส 7112)
- แพลทินัม (platinum) (รหัส 7110)
- เครื่องประดับเทียม (imitation
jewellery) (รหัส 7117)
การนำเข้าในปี
2550 ในช่วง 10 เดือนแรก (มกราคม ตุลาคม) มีมูลค่า 25,987.38 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 8.41
จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
สินค้านำเข้าที่มีอัตราการขยายตัวลดลง
คือ
- ทองคำ มีการนำเข้าในปี 2549 รวม 15,207.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2550 ช่วง 10
เดือนแรก รวม 9,824.26 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 25.84
จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
- เพชรมีการนำเข้าในปี 2549
รวม 9,132.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2550 ช่วง 10 เดือนแรก รวม 7,346.81 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 0.80
- เงิน มีการนำเข้าในปี 2549
รวม 1,992.9 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2550 ช่วง 10 เดือนแรก รวม 1,208.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 29.62
สินค้านำเข้าที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น
คือ
- เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณและส่วนประกอบ
มีการนำเข้าในปี 2549 รวม 3,940.5
ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2550 ช่วง 10 เดือนแรก รวม 3,568.79 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.64
- เศษทำด้วยโลหะมีค่าหรือ
โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า มีการนำเข้าในปี 2549 รวม
1,377.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2550 ช่วง 10 เดือนแรก รวม 1,772.82 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.10
- แพลทินัมมีการนำเข้าในปี
2549 รวม 1,312.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2550 ช่วง 10
เดือนแรก รวม 1,459.62 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.05
- เครื่องประดับเทียม
มีการนำเข้าในปี 2549 รวม 430.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2550
ช่วง 10 เดือนแรก รวม 394.37 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.98
ตลาดนำเข้าสำคัญ คือ แอฟริกาใต้ แคนาดา สหรัฐฯ รัสเซีย สวิสเซอร์แลนด์
ฝรั่งเศส จีน ฮ่องกง เบลเยี่ยม อินเดีย อิสราเอล ไทย ญี่ปุ่น
5.2 การนำเข้าจากประเทศไทย
สหราชอาณาจักรมีการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยในปี 2549
รวม 329.03 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในช่วง 10
เดือนแรกของปี 2550 นำเข้าจากไทยรวม 251.98
ล้านเหรียญสหรัฐ
หรือลดลงร้อยละ 5.64 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยรายการที่มีการนำเข้าจากไทยมากที่สุด
ได้แก่
- เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณและส่วนประกอบทำด้วยโลหะมีค่า
หรือโลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า (มูลค่า
202.99 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 6.07)
- รัตนชาติ (นอกจากเพชร และ) และกึ่งรัตนชาติ ที่ไม่ได้ร้อยเข้าด้วยกันหรือประกอบกับตัวเรือน
ได้แก่ ทับทิม แซปไฟร์ มรกต (มูลค่า 20.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 31.31)
- articles ทำด้วยรัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ (มูลค่า 10.77 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1,583.98)
- เครื่องประดับเทียม (มูลค่า 8.78 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.31)
- เศษของโลหะมีค่าหรือโลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า (